เป็นสมาชิกแล้ว : Sign In  •  สมาชิกใหม่ : Sign Up
www.d-milk.com
พบกับเราได้ที่ facebook twitter
ข่าว/กิจกรรมเชียงใหม่

•ลูกจ้างได้เฮ! ค่าแรงปรับเพิ่ม

18 เม.ย. 2555

     พนักงานรายวันเฮ เมษายนได้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หลังจากทำงานมานานรายได้ไม่ขยับแต่ค่าครองชีพสูงขึ้น เผยส่วนใหญ่นายจ้างยินดีจ่าย แต่บางแห่งกลัวนายจ้างตุกติกคิดค่าแรงตามวันทำงานจริง  นายอภิชาต ทองยู อายุ 33 ปี พนักงานบริษัทเอกชนรายหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ทำงานมา 4 ปีแล้วกับบริษัทนี้โดยอยู่แผนกซ่อมบำรุง ปัจจุบันได้เงินเดือนๆ ละ 7,000-8,000 บาทเมื่อรวมค่าเบี้ยเลี้ยง เพราะบางครั้งต้องออกนอกพื้นที่เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์และเลี้ยงไก่ไข่แบบครบวงจร นอกจากบริษัทแม่ในเชียงใหม่แล้ว ยังมีฟาร์มที่กระจายอยู่ในเขตอำเภอต่างๆ รวมถึงที่จังหวัดเชียงรายด้วย  “ตอนทำงานครั้งแรกใช้วุฒิปวช.ช่างไฟฟ้า แม้จะเรียนจบปวส.บัญชีมาก็ตาม โดยเงินเดือนเริ่มต้นที่ 4,000 กว่าบาท แม้ทางบริษัทจะมีการปรับขึ้นค่าแรงให้ทุกปีแต่ก็น้อยมากปีละประมาณ 100-200 บาท ก็อดทนทำงานที่นี่มาเพราะไม่อยากเปลี่ยนงานบ่อย และไม่ใช่ว่าเราจะไม่สู้งาน ซึ่งงานแผนกซ่อมบำรุงถือเป็นแผนกเดียวที่งานหนัก งานเยอะมากช่างก็ไม่พอ เพราะคนใหม่ก็ไม่ค่อยมีมาสมัคร แผนกนี้เปิดรับสมัครมานานมากแต่ไม่มีคนใหม่เข้ามาเลย”พนักงานรายนี้บอกและว่า  ปัจจุบันหัวหน้าแผนกก็ไม่มี เป็นเรื่องที่แปลกมากว่า หน.แผนกบริษัทนี้จะหายไปเฉยๆ โดยไม่เล่าให้ลูกน้องฟัง พวกเราก็เข้าใจกันเองว่าเค้าคงเหนื่อยและท้อ เพราะแผนกเราเหมือนกับถูกลืม งานนะสั่งมาทุกวันงานเยอะมาก พอทำงานเสร็จรายงานให้เจ้านายทราบเขาก็แค่รับทราบ แต่บริษัทจะเอาใจพนักงานออฟฟิตมาก คงเป็นเพราะเหตุนี้หน.แผนกเราจึงอยู่ไม่ค่อยได้และป่านนี้ก็ยังไม่มีการแต่งตั้งใครมาเป็นหัวหน้า  ตอนที่รู้ข่าวว่าจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำพวกเราก็ดีใจ หวังว่าทางบริษัทจะปรับค่าแรงเพิ่มให้ไม่ต้องรอสิ้นปีเหมือนทุกครั้ง จริงอยู่ค่าแรงที่ได้ปัจจุบันนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 250 บาทต่อวันเพราะเงินเดือนได้ 7,500 บาทและหยุดทุกวันอาทิตย์คือมาทำงานจันทร์ถึงเสาร์ แต่ถ้าต้องมาทำวันอาทิตย์ก็มีเบี้ยเลี้ยงให้ โดยบริษัทจ่ายค่าอาหารให้วันละ 150 บาทสำหรับการทำงานที่ไปเช้าเย็นกลับ แต่ถ้าออกต่างจังหวัดต้องค้างคืนบริษัทจะจ่ายให้วันละ 250 บาท ส่วนสวัสดิการก็จะมีประกันสังคมและก็แต๊ะเอียเพราะเจ้าของเป็นคนจีน ซึ่งจริงๆ ก็เหมือนเป็นโบนัสนั่นแหละแต่จะมาจ่ายในช่วงตรุษจีนแทนสิ้นปีซึ่งก็มีตั้งแต่ 1-1.5 เท่าของเงินเดือน  นายอภิชาต บอกอีกว่า สิ้นเดือนนี้ทางบริษัทเรียกประชุมชี้แจงเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ ก็ยังลุ้นกันอยู่นี่ว่าจะได้ปรับขึ้นหรือไม่ เพราะหากตามกฎหมาย 40% จาก 180 บาทต่อวันเป็น 251 บาทต่อวันแต่ค่าแรงที่ได้ทุกวันนี้อยู่ที่ 250 บาทกลัวว่าจะปรับให้แค่บาทเดียว แต่ก็ได้ยินพนักงานออฟฟิตพูดกันว่าบริษัทจะปรับให้แต่คูณด้วย 26 วันคือหักวันอาทิตย์ออกแต่ปรับค่าแรงตามกฎหมายกำหนด ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ดีเราก็อยากรู้ข้อเท็จจริง  “ถามว่าเห็นใจนายจ้างมั้ย เพราะการปรับขึ้นค่าแรงค่อนข้างก้าวกระโดดจากที่เคยมีมาในอดีต กลัวนายจ้างจะไม่ไหวก็เห็นใจ แต่ก็อยากให้นายจ้างเห็นใจพนักงานด้วยเพราะค่าครองชีพทุกวันนี้ไม่ใช่อยู่เท่าเดิม ของก็แพงน้ำมันก็แพง ค่าแรงก็ควรขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าบริษัทนี้มีนโยบายไม่ปลดหรือบีบพนักงานออกไม่ว่าเศรษฐกิจจะแย่ขนาดไหน บริษัทอื่นเขามีเลิกจ้างแต่บริษัทนี้ไม่มี พนักงานที่สำนักงานใหญ่ประมาณ 300 กว่าคนมีทั้งได้เงินเดือนและรายวัน ไหนจะพนักงานที่อยู่ตามฟาร์มอีกแห่งละ 30-40 คนเขาก็ไม่เคยไล่ออก ถามว่ามั่นคงมั้ยก็มั่นคง”พนักงานรายนี้ยังบอกอีกว่า  ตอนนี้ที่ตื่นเต้นกันก็พวกพนักงานรายวัน ซึ่งเป็นพวกขึ้นอาหารสัตว์และแผนกอาหาร รวมทั้งพนักงานคัดไข่ ซึ่งเดิมจะได้ค่าแรงผู้หญิงวันละ 205 บาท ผู้ชายวันละ 210 บาท ตอนนี้ที่ได้ยินคุยกันบางคนจะไม่หยุดละถ้าได้ขึ้นเป็น 251 บาทจริง บางคนจะทำทั้ง 2 รอบก็มี ซึ่งผมก็อยากให้นายจ้างเห็นใจพนักงานบ้างแม้จะเพิ่มต้นทุนแต่พวกเราก็ทุ่มเททำงานมาโดยตลอด  ด้านนายกุยคำ คะกุลนา พนักงานแม่บ้านบริษัท วงศ์พิทักษ์ วัย 50 ปี จบการศึกษาชั้นป. 4 บอกว่า ทำงานเป็นแม่บ้านโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้มะม่วง ได้ค่าตอบแทนเป็นรายวันๆ ละ 190 บาท ทำงานกับบริษัทนี้มา 3 ปีแล้ว โดยเริ่มจากวันละ 181 บาท ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาได้ปรับเพิ่มค่าแรงเพียง 9 บาทเท่านั้น ซึ่งพนักงานบริษัทนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นพนักงานรายวันจะมีเพียงคนที่ทำงานในออฟฟิตเท่านั้นที่จะได้เงินเดือน  “ตอนนี้ทางนายจ้างก็บอกแล้วว่าในเดือนเมษายนนี้จะปรับค่าแรงให้แต่ไม่รู้ว่าจะได้ขึ้นเท่าไหร่ แต่เราก็ดีใจกัน เพราะนายจ้างเคยประชุมพนักงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์มาแล้วครั้งหนึ่งว่าจะมีการปรับค่าแรงตามค่าแรงขั้นต่ำวันละ 251 บาท ถ้าได้วันละ 200 กว่าบาทจริงก็ดีเพราะจะได้มีเงินเหลือเก็บบ้าง ทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆ แทบไม่พอใจดีแต่ว่าคนในครอบครัวทำงานกันทุกคนก็มาช่วยๆ กัน ข้าวของต่างๆ ก็แพงขึ้นถ้ารายได้เท่าเดิมก็ลำบากและอายุป่านนี้แล้วจะไปหางานใหม่ก็ยาก ความรู้ก็น้อย”นางกุยคำ กล่าวและว่า  ที่จริงนายจ้างดีกับพนักงานมาก เขามีสวัสดิการประกันสังคมให้ ส่วนวันหยุดนั้นเนื่องจากเราเป็นพนักงานรายวันถ้าหยุดเราก็ไม่ได้เงิน มันก็ขึ้นอยู่กับความขยัน อีกอย่างถ้าหากนายจ้างปรับขึ้นไม่ถึง 251 บาท แต่ขึ้นให้สัก 200-220 บาทเราก็พอใจแล้ว เพราะงานบริษัทมันก็ขึ้นอยู่กับออเดอร์ เจ้าของก็เป็นคนเชียงใหม่เหมือนกันด้วย  ขณะที่นายไกรสร ฟูคำ อายุ 24 ปี พนักงานรักษาความปลอดภัยบริษัท G4S บอกว่า เพิ่งจะมาทำงานกับบริษัทนี้ได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ได้ค่าจ้างวันละ 270 บาททำงานวันละ 12 ชั่วโมง ซึ่งก่อนที่จะมาทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยได้ผ่านงานมาหลากหลายรูปแบบ ด้วยเพราะความรู้น้อยจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แม้จะเกิดที่เชียงใหม่แต่ก็ไปโตที่กรุงเทพฯ ชีวิตโตและเริ่มต้นทำงานอยู่ในกรุงเทพฯมาตลอด ตั้งแต่เด็กปั้ม พนักงานคาร์แคร์ พนักงานประจำรถทัวร์ พนักงานรักษาความปลอดภัย(รปภ.) พนักงานในโรงงานเย็บผ้า จนกระทั่งต้องเกณฑ์ทหารและเมื่อปลดประจำการก็เลยมาหางานทำที่เชียงใหม่บ้านเกิด  “ผมทำงานครั้งแรกได้ค่าจ้างตั้งแต่วันละ 100 กว่าบาท และอยู่ในกรุงเทพฯมาตลอดรายได้แทบไม่พอใจเพราะข้าวของก็แพงแต่ก็ต้องทน ที่ไหนไม่คุ้ม เหนื่อยก็เปลี่ยนหางานใหม่ ตั้งแต่ทำงานมานี่ผมว่าบริษัทนี้(ที่ทำอยู่ปัจจุบัน)ให้ค่าจ้างสูงที่สุด เพราะตอนเป็นเด็กปั้มน้ำมันได้ค่าจ้างวันละ 215 บาททำงานวันละ 8 ชั่วโมง เป็นรปภ.ที่กรุงเทพฯได้ค่าจ้างวันละ 215 บาททำงานวันละ 12 ชั่วโมง แต่พนักงานคาร์แคร์รายได้จะต่ำที่สุด”พนักงานรักษาความปลอดภัยรายนี้กล่าวและว่า
 ผมรู้แล้วว่าในเดือนเมษายนนี้จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท และถามทางสายตรวจแล้วเขาก็บอกว่าในเดือนเมษายนนี้ทางบริษัทจะปรับค่าแรงขึ้นให้เป็นวันละ 375 บาท เพราะบริษัทแม่ของเราอยู่กรุงเทพฯ มีบริษัทลูกอยู่ที่ลำพูนซึ่งจะเป็นบริษัทที่ดูแลพนักงานในพื้นที่ภาคเหนือ ผมไม่รู้ว่าของเราอัตราที่จะได้จริงจะได้เท่ากรุงเทพฯหรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาค่าจ้างก็จะต่างกันขึ้นอยู่กับจังหวัด อย่างลำพูนจะได้วันละ 250 บาท ลำปางได้วันละ 235 บาท แต่เชียงใหม่ได้ 270 บาท  นอกจากนี้ยังมีเบี้ยขยันให้เดือนละ 600 บาทหากพนักงานมาทำงานไม่สายเลยสักครั้ง แต่ถ้ามีสายบ้างก็จะได้เดือนละ 400 บาท มีประกันสังคมให้ และหากทำงานโดยไม่มีลาหยุดหรือวันหยุดเลยก็จะได้ค่าแรงเพิ่ม เพราะบริษัทจะมีวันหยุดให้สัปดาห์ละครั้ง ซึ่งเดิมค่าจ้างวันละ 270 บาทสำหรับในเชียงใหม่ผมว่าก็พออยู่ได้ถ้าใช้จ่ายประหยัด ต้องรู้แหล่งที่จะซื้ออาหารการกินด้วยว่าที่ไหนแพง ไม่แพง  อย่างไรก็ตาม ไกรสร บอกว่า จะทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่อีกประมาณ 1-2 ปีซึ่งช่วงทำงานก็จะขยันเพื่อเก็บเงินสักก้อนเอาไว้ไปประกอบอาชีพ ซึ่งตนมุ่งมั่นว่าจะหาทุนทำมาค้าขายดีกว่าเป็นพนักงานลูกจ้างรายวัน เพราะต้องมีอิสระมากกว่าจะออกไปทำมาหากินเวลาไหนก็ได้ ขยันก็ได้มาก ขยันน้อยก็ได้น้อย เหนื่อยก็พัก แต่ถ้าเป็นลูกจ้างสายหรือขาดก็ถูกหักเงินเดือน ไม่มีอิสระเพราะตนเองยังวัยรุ่นอยู่ก็อยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง แต่ก็ต้องอดทนและขยันทำงานไปก่อนเพราะไม่ได้มีต้นทุนเหมือนคนอื่น อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมอยากให้รัฐบาลช่วยดูแลคือควบคุมเรื่องของขึ้นราคา เพราะเมื่อมีการปรับขึ้นค่าจ้าง สินค้าก็จะขึ้นราคาตามด้วย.

 

credit : http://www.chiangmainews.co.th/cm_bc/read.php?id_col=403&ref_id_col=48

ติดต่อเราได้ที่ บริษัท ดี มิลค์ แฟมิลี่ จำกัด 14/4 หมู่ 8 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สำนักงานเชียงใหม่ โทร. 053-283825 ต่อ 11 และ 12
สำนักงานกรุงเทพฯ โทร. 02-7173319
© Copyright 2011 By Dmilk. All Right Reserved.